ความแตกต่างระหว่าง อาหรับ กับ มุสลิม ในปัจจุบัน

Arab-muslim

ถ้าพูดถึงหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และมีจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นก็คือ ชาวมุสลิมซึ่งชาวมุสลิมนี้ ได้กระจายตัวกันอาศัยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อพูดถึงชาวมุสลิมแล้วแน่นอนว่า ก็จะต่อยอดไปถึงชาวอาหรับ ซึ่งหลายคน ก็มีความเข้าใจว่าเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามอีกกลุ่มชนชาติหนึ่ง แต่ความจริงแล้วความแตกต่างระหว่างอาหรับกับมุสลิมนั้น ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่ ซึ่งเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง วันนี้เราก็จะมาแนะนำให้คุณผู้อ่าน ได้ทำความรู้จักถึงความเป็นอาหรับกับมุสลิมกัน ว่าแตกต่างกันด้านไหนบ้าง

มาจากรากเหง้าที่แตกต่างกัน

สำหรับคำว่าคำว่าอาหรับกับมุสลิมแล้ว หลายคน มักจะเข้าใจว่า 2 คำนี้ มีความหมายเดียวกัน ซึ่งมูลเหตุของความเข้าใจในจุดนี้ ก็เกิดขึ้นมาจากการที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นอาณาเขตที่ประชากรชาวอาหรับจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ และพื้นที่ในบริเวณนี้ก็ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งต่างๆ มากมาย เกิดสงครามทางศาสนา สงครามทางเชื้อชาติพันธุ์ต่างๆ ที่รุนแรง และเต็มไปด้วยความโหดร้าย หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนประชากรมุสลิม ณ ปัจจุบันนี้ทั่วทั้งโลก มีอยู่ประมาณร้อยละ 23 จำนวนคน 600 ล้านคนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีความเชื่อในเรื่องศาสนาเดียวกัน แต่พวกเค้าก็มาจากรากเหง้าวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมาจากประเทศและชาติพันธุ์ ที่แตกแขนงแยกออกมาต่างกันจนกระทั่งก่อให้เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นอย่างสูง

Arab-muslim-pic

ชาวอาหรับไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเยอะที่สุดในโลก

ชาวอาหรับเองเขาก็ไม่ได้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกที่นับถือศาสนาอิสลามด้วย หากแต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ชาวมุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง พบมากในเอเชียและแปซิฟิก สำหรับประเทศที่มีชาวมุสลิมอาศัยมากที่สุดในโลกประกอบด้วย…

  • อินโดนีเซีย 203 ล้านคน
  • ปากีสถาน 174 ล้านคน
  • อินเดีย 161 ล้านคน
  • บังกลาเทศ 145 ล้านคน

แต่ในประเทศเหล่านี้ ก็ไม่ได้มีประเทศไหนเลย ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับสายเลือดแท้ๆ ถ้าเจาะลึกในเรื่องของชาติพันธุ์จริงๆ แล้ว ก็จะพบว่าชาวอาหรับนั้น มีเชื้อสายเดียวกับชาวยิว อีกทั้งยังมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์อย่างได้เห็นชัดเจน จากประชากรมุสลิมส่วนใหญ่เสียด้วย และจากการย้อนความกำเนิด ก็พบว่า ท่านศาสดานะมีมูฮัมหมัด ศาสดาแห่งศาสนาอิสลามเป็นชาวอาหรับ สำหรับภาษาที่ใช้เขียนในคัมภีร์อัลกุรอาน แน่นอนว่าก็เป็นภาษาอาหรับ และในอดีตย้อนไปในสมัยโบราณอาหรับเป็นอาณาเขตที่เจริญรุ่งเรืองมาก อัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญาทั้งหลาย จากหลายอาณาจักรรวมกัน ก่อเกิดกลายเป็นศิลปะวิทยาการที่มีความรุ่งเรืองแบบสุดๆ ในสมัยยุคกลาง

ชาวอาหรับไม่ใช่ตัวแทนอิสลาม

ชาวอาหรับในหลายประเทศ ถูกปกครองโดยเผด็จการที่ยึดครองอำนาจจากการอ้างอิงถึงศาสนา  จากการบัญญัติของความเชื่อทางด้านพระเจ้าต่างๆ แต่ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเพื่อที่จะพบผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเท่านั้นเอง นอกจากนี้ในสังคมอาหรับแท้ ที่ก็ยังมีประเพณีที่สืบทอดมาจากขนบธรรมเนียมแบบชนเผ่าสมัยโบราณนั่นก็คือ สังคมที่ชายเป็นใหญ่ซึ่งความเชื่อตรงนี้ ก็ขัดกับศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นถ้าอ้างอิงตามข่าวหรือเหตุการณ์ต่างๆคุณก็จะทราบว่าทำไม ชาวอาหรับถึงปฏิบัติต่อผู้หญิงราวกับทาสในเรือนเบี้ย รวมทั้งพยายามปิดขัดขวางโอกาสในการที่พวกเธอจะมีชีวิตที่ดีมีชีวิตที่ทัดเทียมกับเพศชายต่างๆ และชาวอาหรับบางประเทศก็ออกกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ เขาก็ไม่ใช่ตัวแทนของชาวมุสลิมเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่า 2 ชาตินี้คนจะยึดติดมองเห็นว่าเป็นภาพลักษณ์เดียวกัน แต่เนื้อแท้เมื่อลองเจาะลึกข้อมูลลงไปแล้วก็จะพบว่า มีความแตกต่างกันในหลายด้านมากเลยทีเดียว