มารยาทและการแต่งกายเบื้องต้นของชาวอาหรับ

หากคุณคุ้นเคยกับการเดินทางรอบโลกคุณรู้ว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ล้วนมีมารยาททางสังคมที่แตกต่างกัน บางแห่งมีกฎทางวัฒนธรรมมากกว่าสถานที่อื่น และตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในสถานที่เหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นชาติที่มีความหลายกหลาย แต่พวกเขาต่างก็แชร์อัตลักษณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันทางด้านศาสตร์ และมีหลายอย่างที่เราต้องศึกษาวัฒนธรรมของพวกเขาให้เข้าใจก่อนเดินทางไป

แน่นอนว่าถึงแม้ว่าวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในการลองและปฏิบัติตามประเพณีท้องถิ่นอยู่เสมอ อาจมีบางครั้งที่คุณล้มเหลว คนอาหรับส่วนใหญ่จะไม่พูดอะไรถ้าคุณฝ่าฝืนกฎมารยาท และการขอโทษก็เพียงพอที่จะให้พวกเขาให้อภัยกับพวกคุณ เนื่องจากมารยาทของชาวอาหรับมีอยู่มากมาย เป็นเรื่องยากที่นักท่องเที่ยวหลายคนจะเข้าใจและปรับใช้ได้หมด แต่อย่างไรก็ตามเราควรเรียนรู้พื้นฐานให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังวางแผนจะไปเยือนประเทศอาหรับในเร็วๆ นี้

ลักษณะการแต่งตัวที่ถูกต้องและเรียบร้อย

ความสุภาพเรียบร้อยเป็นสิ่งความสำคัญในประเทศอาหรับ และรูปแบบที่ชัดเจนที่สุดคือวิธีการแต่งตัวของคุณ  ขอแนะนำให้คุณสวมใส่ชุดอาหรับแบบดั้งเดิมขณะเดินทางในตะวันออกกลาง ในขณะที่คุณไม่จำเป็นต้องซื้อหรือผ้าชุดมาสวมแบบคนท้องถิ่นทั้งหมด คุณควรปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติเหล่านี้

1.ผู้หญิงให้สวมกระโปรงยาว สวมเสื้อแขนยาวที่ครอบคลุมบริเวณหน้าอกไปจนต้นคอ ผ้าโพกศีรษะไม่ต้องใช้สำหรับชาวต่างชาติ แต่มีประโยชน์ในการบังแสงแดด รวมถึงเป็นการเคารพวัฒนธรรม ดังนั้นถ้าสามารถหามาสวมใส่ได้ก็จะเป็นการดี

2.ผู้ชายให้สวมกางเกงขายาว เสื้อแขนสั้น/ยาว แต่ไม่สั้นเหนือไหล่ เช่น เสื้อกล้ามห้ามโดยเด็ดขาด แต่ถ้าจำเป็นต้องใส่กางเกงขาสั้นจริงๆ ให้มั่นใจว่ามันมีความยาวคลุมไปถึงหัวเข่า

การสวมใส่เสื้อผ้าที่ครอบคลุมร่างกายส่วนใหญ่ในประเทศที่ร้อนจัด ดูเหมือนจะขัดกับธรรมชาติ แต่ถ้ารู้แบบนี้แล้วแนะนำให้เตรียมเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าบาง ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อต้องสวมชุดแบบนี้ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด

มารยาทของชาวอาหรับทั่วไปที่ควรรู้

ชาวอาหรับเป็นคนที่ค่อนข้างมีความใจกว้าง มักไม่ถือสาชาวต่างชาติที่ปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง แต่จะต้อนรับผู้ที่ให้เกียรติกับธรรมเนียมของเขาอย่างเหมาะสม มารยาทของชาวหรับทางสังคมนั้น ถือว่าค่อนข้างเข้มงวดกว่าชาติใดเลยก็ว่าได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการให้เกียรติระหว่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการทักทายถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ ทุกครั้งที่พบกันจะต้องจับมือทักทายกันเสมอ ถ้าปฏิเสธก็จะถือว่าเป็นการดูหมิ่น ก่อนจากก็ต้องบอกลาด้วยเช่นกัน นี่เป็นเพิ่งหนึ่งในมารยาทพื้นฐาน เราไปดูที่เหลือกันว่ามีอะไรที่ควรรู้อีกบ้าง

1.ชาวอาหรับจะถอดรองเท่าก่อนเข้าบ้านเสมอ การใส่รองเท้าเข้าไปในบ้านจะถือเป็นการไม่ให้เกียรติ

2.ชาวอาหรับจะไม่จับมือฝ่ายหญิงก่อนเด็ดขาด ยกเว้นว่าฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายยื่นมาเอง

3.มารยาทบนโต๊ะอาหารของชาวอาหรับ คือการไม่ใช้มือซ้ายในการหยิบจับอาหาร

4.หากต้องไปร่วมงานเลี้ยงไม่ควรนำสิ่งของ อาหาร หรือเครื่องดื่มไปร่วมงาน

5.ชาวอาหรับจะเว้นระยะห่างจากผู้สนทนา เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสุภาพ

6.ชาวอาหรับจะไม่พูดถึงเรื่องครอบครัวต่อหน้าฝูงชน

7.เจ้าภาพในงานมักจะออกไปส่งแขกทุกคนที่ประตูทางออกเสมอ

8.หากผู้อื่นพูดชมสมาชิกผู้หญิงในครอบครัวว่าสวย ถือเป็นเรื่องที่ไม่สุภาพอย่างมาก

9.การไม่จับมือและการไปโดยไม่บอกกล่าว ถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาทของชาวอาหรับ

10.เมื่อมีคนเข้ามาในห้องชาวอาหรับจะลุกขึ้นต้อนรับเสมอ

เรื่องจริงของชีวิต ภรรยาชาวอาหรับ ที่รับรองว่าไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน

Arab-wife-pic

สังคมในยุคปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่ผลักดันให้ทุกคนตระหนัก และมีความเข้าใจถึงความเท่าเทียมของคนในทุกๆ เพศ ไม่ว่าคุณจะเพศใดก็ตาม ทุกคนเป็นมนุษย์มีสิทธิและเสรีภาพเป็นของตนเอง แต่สำหรับภรรยาชาวอาหรับแล้ว สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ ยังคงเป็นเรื่องจริงหรือไม่ พวกเธอต้องใช้ชีวิตอย่างไรหลังจากแต่งงานมีสามี วันนี้เราจะพาคุณไปศึกษาความเป็นมาชีวิตของภรรยาชาวอาหรับ อาจจะต้องอึ้งกันเลยทีเดียว

การแต่งงานแบบคลุมถุงชน

อดีตประเทศไทยของเราก็เคยมีแนวคิดการแต่งงานแบบคลุมถุงชนนี้มาก่อน แนวคิดของการแต่งงานประเภทนี้ก็คือ อยู่ๆ กันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป โดยผู้หญิงในอาหรับไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกสามีของตนเอง ถ้าพ่อ-แม่ยืนยันว่าจะเลือกผู้ชายให้ แต่ถ้าโชคดีว่าถ้าเจ้าบ่าวนั้นไม่ปลื้มคุณเท่าไหร่ เขาก็สามารถมีสิทธิ์ที่จะยกเลิกงานแต่งงานได้ และผู้หญิงก็จะไม่ค่อยแต่งงานกับผู้ชายนอกศาสนาสักเท่าไหร่ เพราะว่า การแต่งงานกับผู้ชายนอกจากเธอจะถูกขับไล่ออกจากต่างประเทศ ผู้ชายสามารถแต่งงานกับผู้หญิงนอกศาสนาได้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม แต่ผู้หญิงจากศาสนาอื่นนั้น จะไม่ได้รับสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร ในกรณีที่เกิดการหย่าร้าง รวมทั้งไม่อาจที่จะจดทะเบียนเป็นพลเมืองของประเทศนั้นได้อีกด้วยเช่นกัน

มีเมียหลายคน

สำหรับชาวอาหรับ สามารถมีเมียได้หลายคน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับสิทธินี้ มักจะมีไว้เพื่อให้คนรวย เนื่องจากว่ามีกฎอยู่ว่า สามารถมีเมียได้หลายคนก็จริง แต่ว่าจะต้องมอบของขวัญทรัพย์สมบัติ ในการดูแลต่างๆ ให้ภรรยาทุกๆ คนอย่างเท่าเทียมกัน และเธอก็จะต้องอาศัยอยู่ในบ้านคนห่างจากกัน และไม่ได้ค่อยพบหน้ากันบ่อยนักสักเท่าไหร่ ส่วนทางด้านภรรยานั้น ก็ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงอะไรทั้งนั้น ไม่มีสิทธิ์ห้าม ไม่มีสิทธิ์แสดงอารมณ์โกรธต่างๆ จะต้องยอมรับจำนน

Arab-wife-photo

การหย่า

สำหรับฝ่ายสามีที่ยื่นฟ้องหย่าฝ่ายภรรยานั้น สามารถทำได้ และหลังจากที่กระบวนการหย่าตามกฎหมายนั้นเสร็จสิ้นแล้วภรรยาก็ยังจะต้องอยู่บ้านของฝ่ายสามีอีกสักระยะหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเธอนั้นไม่ได้ตั้งท้องอยู่ แต่ทางฝ่ายภรรยาเองก็สามารถฟ้องหย่าฝ่ายชายได้เช่นกัน โดยเหตุผลก็คือการที่ฝ่ายชายไม่ได้ดูแลเธอมากเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการให้ เพชรพลอย เครื่องประดับต่างๆ ตามร้องขอ หรือไม่พาไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารต่างๆ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้ว การฟ้องหย่าของฝ่ายหญิง ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก

เสื้อผ้า

ผู้หญิงกับการดูแลตัวเอง การรักสวยรักงาม การแต่งตัวต่างๆ ย่อมเป็นสิ่งที่มาคู่กันเสมอ แต่สำหรับผู้หญิงชาวอาหรับ และพวกเธอต้องเลือกใส่เสื้อผ้า ที่มีลักษณะหลวม ไม่แสดงให้เห็นรูปร่างที่ชัดเจน แต่ประเทศคูเวตเป็นประเทศอาหรับเพียงประเทศเดียวที่อนุญาตให้ผู้หญิงสามารถสวมใส่เสื้อผ้าที่มาจากยุโรปได้ แต่ว่าก็ต้องมีความเหมาะสม ไม่โป๊เปลือยโชว์เนื้อหนังมากจนเกินไปนั้นเอง หากแต่กับการในประเทศซูดาน จัดประเทศที่มีความเข้มงวดมากๆ ผู้หญิงจะต้องใส่ชุดที่คลุมศีรษะไปจนข้อเท้า ด้วยผ้าสีดำทั้งตัว

ในปัจจุบันนี้แนวคิดแบบสิทธิเสรีภาพ แนวคิดเสรียกย่องให้ทุกเพศนั้นเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องที่กำลังได้รับการผลักดันเป็นอย่างยิ่งในสังคม เพราะว่าไม่มีใครที่อยากจะเกิดมา และถูกกดขี่ข่มเหง ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ต้องการ เพราะฉะนั้นชีวิตที่เป็นตัวเองไม่เดือดร้อนใคร ไม่ผิดกฎหมาย ก็น่าจะมีชีวิตที่มีความสุขมากที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศใดก็ตาม

เรื่องจริงของชีวิต ภรรยาชาวอาหรับ ไม่เหมือนที่อื่น

news-Arab-wife-site

สำหรับชีวิตของชาวอาหรับจริงๆ ถ้าคนภายนอกอย่างประเทศเรามองเข้าไปหลายคนอาจจะมองว่าวิถีชีวิตของพวกเขาช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน รวมไปถึงการครองเรือนของคนในประเทศแถบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เนื่องจากพวกเขาจะเน้นในเรื่องของประเพณี ความเหมาะสม มากกว่าความรู้สึกนั่นเอง ถ้าเรามองเข้าไปหลายๆ อย่างค่อนข้างที่จะใจร้าย แต่ในมุมมองของพวกเขานั้นทุกอย่างคือความเหมาะสม สำหรับหัวข้อที่เราจะหยิบมาพูดนั่นก็คือภรรยาของชาวอาหรับ รับรองเลยว่าพวกเขาไม่เหมือนที่อื่นอย่างแน่นอน

การคลุมถุงชน

  • แน่นอนว่าในประเทศแถบอาหรับนี้ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศกว่าครึ่งพ่อแม่จะเป็นคนจัดหามาให้ทั้งนั้น ถ้าพ่อแม่กำหนดว่าต้องแต่งเมื่อไหร่ ต่อให้ไม่ได้รักก็จำเป็นต้องแต่ง จริงๆแล้วตามกฎหมายฝ่ายหญิงสามารถปฏิเสธได้นะ แต่เราก็มักที่จะเห็นอยู่แล้วในข่าวปัจจุบันว่าต่อให้ไม่รักอย่างไร ปฎิเสธไปก็เท่านั้น ยิ่งในครอบครัวคนจนยิ่งแล้วใหญ่ฝ่ายหญิงยากจะปฎิเสธ เพราะพ่อแม่ต้องการเงินฝ่ายหญิงก็ต้องยอม
  • สำหรับการจดทะเบียนสมรสนั้นเรื่องของการลงนาม ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเลยทีเดียวเพราะถูกระบุไว้ในข้อกฎหมายภายในประเทศด้วย
  • ผู้หญิงของประเทศต่างๆ ในแถบอาหรับห้ามแต่งงานกับผู้ชายนอกศาสนาเด็ดขาด เพราะกฎหมายระบุเอาไว้เลยล่ะว่าพวกเธอต้องโดนเนรเทศออกไป แต่สำหรับฝ่ายชายพวกเขาสามารถทำได้ ไม่ว่าฝ่ายหญิงจะมีศาสนาใดก็ตาม โดยเมื่อเกิดการเลิกลากันไปแล้วมีลูก กฎหมายก็บังคับให้ลูกอยู่กับพ่อ

Arab-wife-news-site

การเข้าพิธีแต่งงาน

  • งานฉลองการแต่งงานของคู่รักที่แต่งงานกันจะถูกจัดแยกต่างหาก
  • ความแตกต่างสำหรับงานเลี้ยงผู้ชายกับผู้หญิงก็คือ สำหรับฝ่ายชายนั้นก็ดำเนินง่ายๆ ด้วยการพูดคุยกัน ดื่มเครื่องดื่มที่ไร้แอลกอฮอล์ รับประทานอาหารร่วมกัน แต่ถ้าเป็นงานเลี้ยงสำหรับฝ่ายหญิง สามารถจัดในงานที่ใหญ่ได้ เช่นศาลากลางของจังหวัดเลยล่ะ
  • ในช่วงงานแต่งงานฝ่ายหญิงจะมีโอกาสได้ใส่เครื่องประดับสวยๆ ทั้งเพรช พลอย ทองคำ แต่ในช่วงเวลาทั่วไปฝ่ายหญิงไม่สามารถทำได้ต้องปิดหน้าให้มิดชิดด้วยผ้าคลุมฮิญาบนั่นเอง
  • สำหรับชาวอาหรับแล้วล่ะก็ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือว่าไม่เป็นข้อห้ามเด็ดขาด ไม่เหมือนกับของคนไทยที่หลังงานแต่งงานเจ้าบ่าว เจ้าสาวจะลุกขึ้นเต้น เมาไปด้วยกัน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและศาสนานั่นเอง

มีภรรยาได้ถึง 4 คน

  • สำหรับตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าสามารถทำได้ แต่ก่อนจะทำนั้นฝ่ายชายต้องมั่นใจก่อนว่าสามารถเลี้ยงดูภรรยาทั้ง 4 คน ได้ด้วยความเสมอภาค ไม่ว่าจะเรื่องของเงินทอง สิ่งของ ความรัก ทุกคนต้องได้เท่าเทียมกัน โดยทั่วไปแล้วถึงตามกฎหมายทำได้ก็จริงแต่ก็มีแต่คนรวยๆ เท่านั้น เพราะคนปกติทั่วไปคงจะให้ความสุขภรรยาทั้ง 4 คนไม่ได้แน่นอน
  • สิ่งที่ต้องพึงคิดเสมอของคนอาหรับนั่นก็คือไม่ว่าคุณจะมีงานแต่งงานครั้งที่ 2,3,4 ตามมา แต่งานแต่งงานที่น่าจดจำที่สุดก็คืองานแต่งงานครั้งแรก เป็นงานที่มีความสุขที่สุด
  • ถ้ามีภรรยาเพิ่มนั้น ฝ่ายชายต้องหาบ้านหรือที่อยู่ให้ภรรยาทุกคนอยู่ส่วนตัว ห้ามให้อยู่ร่วมกันเด็ดจาด นี่ถือว่าเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายชายต้องทำ และต้องพาภรรยาใหม่มาแนะนำให้ภรรยาเก่าได้รู้จักเสมอ อีกทั้งฝ่ายชายก็ต้องถามถึงความสมัครใจของภรรยาคนแรกด้วย
  • ภรรยาของชาวอาหรับ ต้องแจ้งสามีและขออนุญาตสามีเสมอเมื่อต้องการจะไปที่ไหน ถ้าสามีไม่ให้ไปถือว่าเป็นสิทธิ์ขาด ห้ามหนีไปเด็ดขาดถ้ามีการหนีไปแล้วฝ่ายชายแจ้งความจะมีการโดนลงโทษเกิดขึ้น

วัฒนธรรม-ชีวิตความเป็นอยู่ชาวอาหรับก่อนอิสลาม

news-Culture-Life-in-the-Arabs-before-Islam-site

ทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดีเสมอ คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีเลือดมีเนื้อ มีทางเดินชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แน่นอนว่าสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก็แตกต่างเช่นกัน ศาสนาบนโลกใบนี้มีเป็นหมื่น เป็นล้านศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาคริสต์สุดท้ายก็ต้องประพฤติตัวเป็นคนดีเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมให้ได้อยู่แล้ว และในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของชาวอาหรับและศาสนาอิสลาม ว่าในสมัยก่อนนั้น ก่อนที่จะมีศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการ ชาวอาหรับมีวัฒนธรรม มีการใช้ชีวิตกันแบบไหน

ยุคญาฮิรียะฮ์ (ยุคก่อนประกาศศาสนาอิสลาม)

ในยุคสมัยนั้นเป็นยุคป่าเถื่อน บ้านป่าเมืองเถื่อนเป็นอย่างมาก ผู้คนไม่รู้ผิดชอบชั่วดีแต่อย่างใด ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำ โดนมีการสรุปออกมาสั้นๆ ถึงยุคญาฮิรียะฮ์ได้ดังต่อไปนี้

  1. คนอาหรับในยุคสมัยนั้นไม่มีศาสดา ไม่มีคำภีร์คอยให้การแนะนำในการดำเนินชีวิต
  2. ไม่มีวัฒนธรรมหรืออารยธรรมใดๆ ทั้งสิ้นสำหรับคนในยุคสมัยนั้น
  3. สังคมในยุคนั้นไม่รู้ถึงผิดชอบชั่วดีแต่อย่างใด ทุกคนต่างทำเพื่อตัวเองด้วยกันทั้งสิ้นไร้จริยธรรมแบบเห็นได้ชัดเจน
  4. ไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนังสือ เรียกได้ว่าสังคมในยุคนั้นผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือเลยด้วยซ้ำ
  5. ชาวอาหรับในยุคญาฮิรียะฮ์ (ยุคก่อนประกาศศาสนาอิสลาม) นั้นจะมีการนับถือศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนายิว หรือคริสต์เป็นต้น และที่มีให้เห็นกันมากก็จะเป็น ศาสนาบูชาเจว็ดนั่นเอง

news-site-Culture-Life-in-the-Arabs-before-Islam

การเรียนรู้ศึกษาของชาวอาหรับในยุคสมัยนั้นคือ

ชาวอาหรับจะไม่มีอารยธรรมอย่างที่กล่าวไป มีความป่าเถื่อนเป็นทุนเดิม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความรู้ด้านการค้าอยู่บ้าง แต่ก็มีเพียงเล็กน้อยแทบนับจำนวนคนได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วจะไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มีเพียงแค่ 7 คนเท่านั้น เรียกว่า  หุซายน แต่ก็เป็นความรู้ในด้านของการเป็นกวีที่ใช้ความรู้จากการบอกเล่าปากต่อปากไม่ได้มีรายละเอียดมากนัก พูดง่ายๆ เลยคือความรู้ทางด้านการวิเคราะห์หรือวิจัยจากเหตุการณ์จริงเฉกเช่นเดียวกับในยุคที่เป็นศาสนาอิสลาม บวกกับการที่ไม่รู้หนังสือก็จะใช้เป็นเทคนิคของการท่องและจดจำ ถ้าใครไม่ท่องจำสิ่งที่เขาได้รับมาก็จะเลือนหายไปจนหมดสิ้น และสิ่งเดียวที่เขาเรียนรู้ก็คือการค้า ส่วนรายละเอียดของการศึกษาจะไม่มีโรงเรียนในยุคสมัยนั้นเรียกว่ากุตตาบ แต่ก็มีผู้มาศึกษาน้อยอยู่ดี

ความจริงหนึ่งเดียวของคนอาหรับในยุคสมัยนั้นก่อนที่จะมีการประกาศศาสนาอิสลามขึ้นมาโดย ศาสดามูฮัมหมัดก็คือ ชาวอาหรับไม่สนใจที่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาด้วยซ้ำ แต่เมื่อศาสนาอิสลามเริ่มก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ คนอาหรับรุ่นหลังก็จะให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ต่างๆ มากขึ้น จนพระองค์อัลลอฮ์ท่านได้เล็งเห็นในส่วนนี้จึงมีการประทานวัหยูที่เป็นอายะฮ ลงมาให้ความรู้กับเหล่าคนในยุคนั้นที่นับถือศาสนาอิสลาม ให้หัดอ่าน หัดเขียน ท่องจำตำราหนังสือต่างๆ มากมาย และมีนิสัยรักการอ่านจนเป็นนิสัยเรียกได้ว่าชาวอาหรับเริ่มเป็นผู้เป็นคนขึ้นในสมัยนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะมีศาสนาอิสลามนี่ล่ะ ดังนั้นจึงทำให้ยุคต่อมาศาสนาอิสลามจึงถึงยุครุ่งเรือง มีความรู้และไปพัฒนาประเทศของตัวเอง พัฒนาจนมีการค้ารุ่งเรือง มีอารยธรรมเป็นของตัวเอง ผู้คนมีจริยธรรมมากขึ้น เห็นอกเห็นใจต่อกันนั่นเองล่ะ ดังนั้นด้วยสิ่งนี้เองผู้คนจึงนับถือพระองค์อัลลอฮ์เป็นอย่างมากเลยทีเดียว และรักเคารพในคำสั่งสอนของศาสนาอิสลามมากอย่างในปัจจุบันที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกันนั่นล่ะ