Arab-enCy ความรู้เกี่ยวกับชาวอาหรับ https://www.arab-ency.com Thu, 19 Mar 2020 05:22:02 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.3.2 โลกอาหรับกำลังหันหลังให้ศาสนาหรือไม่อย่างไร https://www.arab-ency.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/ Sat, 21 Mar 2020 05:12:14 +0000 https://www.arab-ency.com/?p=73 Arab-world-pic

การนับถือศาสนานั้น เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนมาเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ในปัจจุบันนี้มีความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมทั้งแนวคิดพึ่งพาตนเองเป็นหลัก จึงทำให้ศาสนาที่เคยมีมาของโลกนั้นอาจจะถูกลบเลือน หรือถูกเปลี่ยนผ่านไปในรูปแบบอื่นมากยิ่งขึ้น สำหรับชาวอาหรับแล้วก็เป็นอีกชนชาติหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเคร่งในการนับถือศาสนามากๆ แต่ในปัจจุบันนี้จากวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป จนเกิดคำถามน่าสนใจว่าโลกอาหรับกำลังหันหลังให้ศาสนาหรือไม่

อาหรับกับศาสนา

ศาสนาในโลกของชาวอาหรับแล้ว สามารถแตกแขนงแตกแยกออกไปได้หลายมาก ว่าจะเป็นในเรื่องของสิทธิสตรี การย้ายถิ่นฐาน ความปลอดภัย ต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์เลยทีเดียว

สำหรับในโลกของอาหรับนั้น ยังเป็นดินแดนที่ยึดถือแนวคิดในเรื่องของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงนั้นถูกยึดครองสิทธิในฐานะต่ำกว่าผู้ชายในเกือบทุกๆ เรื่องของ ประเด็นที่น่าสนใจในการค้นคว้าหาความรู้ จากการสำรวจโดยกลุ่มวิจัยสำรวจแห่ง Princeton University ได้ออกสำรวจจากการสัมภาษณ์ผู้คน จำนวนกว่า 250,000 คน ภายในประเทศรวมทั้งในดินแดนปาเลสไตน์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของศาสนามากๆ หากแต่ไม่รวมอิหร่านและไม่นับอิสราเอล ในช่วงปลายปี 2018 พบว่า….

ผู้ไม่เคร่งศาสนาเพิ่มขึ้น

จากแต่ก่อน 8 % กลายเป็น 13 % และผู้จำนวนนี้เพิ่มขึ้น ในกลุ่มทุกคนที่อายุไม่ถึง 30 ปี สำหรับประเด็นที่ว่าสังคมของอาหรับนั้น เป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ แต่จากการสำรวจในเรื่องของสิทธิสตรีกับพบว่า มีภูมิภาคที่สนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ถ้าพวกเธอมีความสามารถจริง แต่ยกเว้นประเทศแอลจีเรียเท่านั้น ที่ผู้คนถึง 50% เห็นด้วยว่าผู้หญิงไม่ควรได้รับการดำรงตำแหน่งในระดับสูง และในเรื่องของลำดับขั้นในครอบครัว ผู้คนส่วนใหญ่แน่นอนว่ารวมทั้งผู้หญิงส่วนใหญ่ มีความเชื่อว่า สามีควรจะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของครอบครัว และเป็นหัวข้อสำคัญ แต่มีแต่เพียงคนในประเทศโมร็อกโกประเทศเดียวเท่านั้น ที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้น้อยที่สุด

Arab-world-photo

การยอมรับเพศรักเพศเดียวกัน

เป็นอีกประเด็นหนึ่งน่าสนใจ เพราะว่าโลกในปัจจุบันนี้มีการเปิดกว้างมาก ในเรื่องของการรักกันข้ามเพศ ซึ่งแท้จริงแล้วเราอาจจะไม่ได้รักคนข้ามเพศ แต่เราเพียงแค่ตกหลุมรักคนๆ หนึ่งเท่านั้น แต่ในหลายประเทศก็ยังไม่ให้การยอมรับโดยเฉพาะในประเทศเคร่งศาสนา มักจะมองว่าการรักร่วมเพศมันเป็นเรื่องผิดอย่างมหันต์ จนถึงขนาดมีการเฆี่ยนตีกันท่ามกลางสาธารณะ เพื่อไม่ให้ประชาชนคนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่สำหรับในการสำรวจนี้เราพบว่าในโลกอาหรับนั้นต่างให้การยอมรับแตกต่างกันไปค่อนข้างจะกระจาย และหลากหลายมากๆ แต่ก็ยังถือว่ายอมรับได้น้อยมากๆ แม้แต่ในประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นทางด้านเสรีภาพมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกอาหรับ ก็ยังมีผู้ที่ยอมรับการรักร่วมเพศนี้เพียงแค่ 6 % เท่านั้นเอง

ผู้นำที่อันตราย

นอกจากนี้ในส่วนของการมองผู้นำในประเทศต่างๆ ว่าเป็นอย่างไรจากการสำรวจพบว่าประชากรในทุกประเทศ ตามที่เราได้กล่าวมา มองว่าประธานาธิบดี Donald Trump แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ในระดับต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับผู้นำคนอื่น ๆ อาจจะเป็นเพราะว่า นายกประธานาธิบดี Donald Trump นั้น มีแนวคิดในเรื่องของการรักษาสิทธิพลเมืองชาวอเมริกันจัด และไม่ค่อยยอมรับผู้คนจากในต่างประเทศเท่าไหร่

สุดท้ายก็คือ ในเรื่องของความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้แก่ผู้คนตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือมาเป็นอันดับ 1 และเมื่อได้ตั้งคำถามว่าประเทศไหนที่น่าจะเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุด ต่อความมั่นคงของชาติแน่นอนว่า ผู้ที่ร่วมตอบคำถาม นั้นยกให้อิสราเอลมาเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกา

]]>
เรื่องจริงของชีวิต ภรรยาชาวอาหรับ ที่รับรองว่าไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน https://www.arab-ency.com/%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-2/ Fri, 20 Mar 2020 05:09:13 +0000 https://www.arab-ency.com/?p=68 Arab-wife-pic

สังคมในยุคปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่ผลักดันให้ทุกคนตระหนัก และมีความเข้าใจถึงความเท่าเทียมของคนในทุกๆ เพศ ไม่ว่าคุณจะเพศใดก็ตาม ทุกคนเป็นมนุษย์มีสิทธิและเสรีภาพเป็นของตนเอง แต่สำหรับภรรยาชาวอาหรับแล้ว สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ ยังคงเป็นเรื่องจริงหรือไม่ พวกเธอต้องใช้ชีวิตอย่างไรหลังจากแต่งงานมีสามี วันนี้เราจะพาคุณไปศึกษาความเป็นมาชีวิตของภรรยาชาวอาหรับ อาจจะต้องอึ้งกันเลยทีเดียว

การแต่งงานแบบคลุมถุงชน

อดีตประเทศไทยของเราก็เคยมีแนวคิดการแต่งงานแบบคลุมถุงชนนี้มาก่อน แนวคิดของการแต่งงานประเภทนี้ก็คือ อยู่ๆ กันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป โดยผู้หญิงในอาหรับไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกสามีของตนเอง ถ้าพ่อ-แม่ยืนยันว่าจะเลือกผู้ชายให้ แต่ถ้าโชคดีว่าถ้าเจ้าบ่าวนั้นไม่ปลื้มคุณเท่าไหร่ เขาก็สามารถมีสิทธิ์ที่จะยกเลิกงานแต่งงานได้ และผู้หญิงก็จะไม่ค่อยแต่งงานกับผู้ชายนอกศาสนาสักเท่าไหร่ เพราะว่า การแต่งงานกับผู้ชายนอกจากเธอจะถูกขับไล่ออกจากต่างประเทศ ผู้ชายสามารถแต่งงานกับผู้หญิงนอกศาสนาได้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม แต่ผู้หญิงจากศาสนาอื่นนั้น จะไม่ได้รับสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร ในกรณีที่เกิดการหย่าร้าง รวมทั้งไม่อาจที่จะจดทะเบียนเป็นพลเมืองของประเทศนั้นได้อีกด้วยเช่นกัน

มีเมียหลายคน

สำหรับชาวอาหรับ สามารถมีเมียได้หลายคน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับสิทธินี้ มักจะมีไว้เพื่อให้คนรวย เนื่องจากว่ามีกฎอยู่ว่า สามารถมีเมียได้หลายคนก็จริง แต่ว่าจะต้องมอบของขวัญทรัพย์สมบัติ ในการดูแลต่างๆ ให้ภรรยาทุกๆ คนอย่างเท่าเทียมกัน และเธอก็จะต้องอาศัยอยู่ในบ้านคนห่างจากกัน และไม่ได้ค่อยพบหน้ากันบ่อยนักสักเท่าไหร่ ส่วนทางด้านภรรยานั้น ก็ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงอะไรทั้งนั้น ไม่มีสิทธิ์ห้าม ไม่มีสิทธิ์แสดงอารมณ์โกรธต่างๆ จะต้องยอมรับจำนน

Arab-wife-photo

การหย่า

สำหรับฝ่ายสามีที่ยื่นฟ้องหย่าฝ่ายภรรยานั้น สามารถทำได้ และหลังจากที่กระบวนการหย่าตามกฎหมายนั้นเสร็จสิ้นแล้วภรรยาก็ยังจะต้องอยู่บ้านของฝ่ายสามีอีกสักระยะหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเธอนั้นไม่ได้ตั้งท้องอยู่ แต่ทางฝ่ายภรรยาเองก็สามารถฟ้องหย่าฝ่ายชายได้เช่นกัน โดยเหตุผลก็คือการที่ฝ่ายชายไม่ได้ดูแลเธอมากเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการให้ เพชรพลอย เครื่องประดับต่างๆ ตามร้องขอ หรือไม่พาไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารต่างๆ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้ว การฟ้องหย่าของฝ่ายหญิง ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก

เสื้อผ้า

ผู้หญิงกับการดูแลตัวเอง การรักสวยรักงาม การแต่งตัวต่างๆ ย่อมเป็นสิ่งที่มาคู่กันเสมอ แต่สำหรับผู้หญิงชาวอาหรับ และพวกเธอต้องเลือกใส่เสื้อผ้า ที่มีลักษณะหลวม ไม่แสดงให้เห็นรูปร่างที่ชัดเจน แต่ประเทศคูเวตเป็นประเทศอาหรับเพียงประเทศเดียวที่อนุญาตให้ผู้หญิงสามารถสวมใส่เสื้อผ้าที่มาจากยุโรปได้ แต่ว่าก็ต้องมีความเหมาะสม ไม่โป๊เปลือยโชว์เนื้อหนังมากจนเกินไปนั้นเอง หากแต่กับการในประเทศซูดาน จัดประเทศที่มีความเข้มงวดมากๆ ผู้หญิงจะต้องใส่ชุดที่คลุมศีรษะไปจนข้อเท้า ด้วยผ้าสีดำทั้งตัว

ในปัจจุบันนี้แนวคิดแบบสิทธิเสรีภาพ แนวคิดเสรียกย่องให้ทุกเพศนั้นเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องที่กำลังได้รับการผลักดันเป็นอย่างยิ่งในสังคม เพราะว่าไม่มีใครที่อยากจะเกิดมา และถูกกดขี่ข่มเหง ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ต้องการ เพราะฉะนั้นชีวิตที่เป็นตัวเองไม่เดือดร้อนใคร ไม่ผิดกฎหมาย ก็น่าจะมีชีวิตที่มีความสุขมากที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศใดก็ตาม

]]>
ความแตกต่างระหว่าง อาหรับ กับ มุสลิม ในปัจจุบัน https://www.arab-ency.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%a1/ Thu, 19 Mar 2020 04:58:36 +0000 https://www.arab-ency.com/?p=63 Arab-muslim

ถ้าพูดถึงหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และมีจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นก็คือ ชาวมุสลิมซึ่งชาวมุสลิมนี้ ได้กระจายตัวกันอาศัยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อพูดถึงชาวมุสลิมแล้วแน่นอนว่า ก็จะต่อยอดไปถึงชาวอาหรับ ซึ่งหลายคน ก็มีความเข้าใจว่าเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามอีกกลุ่มชนชาติหนึ่ง แต่ความจริงแล้วความแตกต่างระหว่างอาหรับกับมุสลิมนั้น ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่ ซึ่งเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง วันนี้เราก็จะมาแนะนำให้คุณผู้อ่าน ได้ทำความรู้จักถึงความเป็นอาหรับกับมุสลิมกัน ว่าแตกต่างกันด้านไหนบ้าง

มาจากรากเหง้าที่แตกต่างกัน

สำหรับคำว่าคำว่าอาหรับกับมุสลิมแล้ว หลายคน มักจะเข้าใจว่า 2 คำนี้ มีความหมายเดียวกัน ซึ่งมูลเหตุของความเข้าใจในจุดนี้ ก็เกิดขึ้นมาจากการที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นอาณาเขตที่ประชากรชาวอาหรับจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ และพื้นที่ในบริเวณนี้ก็ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งต่างๆ มากมาย เกิดสงครามทางศาสนา สงครามทางเชื้อชาติพันธุ์ต่างๆ ที่รุนแรง และเต็มไปด้วยความโหดร้าย หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนประชากรมุสลิม ณ ปัจจุบันนี้ทั่วทั้งโลก มีอยู่ประมาณร้อยละ 23 จำนวนคน 600 ล้านคนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีความเชื่อในเรื่องศาสนาเดียวกัน แต่พวกเค้าก็มาจากรากเหง้าวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมาจากประเทศและชาติพันธุ์ ที่แตกแขนงแยกออกมาต่างกันจนกระทั่งก่อให้เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นอย่างสูง

Arab-muslim-pic

ชาวอาหรับไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเยอะที่สุดในโลก

ชาวอาหรับเองเขาก็ไม่ได้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกที่นับถือศาสนาอิสลามด้วย หากแต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ชาวมุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง พบมากในเอเชียและแปซิฟิก สำหรับประเทศที่มีชาวมุสลิมอาศัยมากที่สุดในโลกประกอบด้วย…

  • อินโดนีเซีย 203 ล้านคน
  • ปากีสถาน 174 ล้านคน
  • อินเดีย 161 ล้านคน
  • บังกลาเทศ 145 ล้านคน

แต่ในประเทศเหล่านี้ ก็ไม่ได้มีประเทศไหนเลย ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับสายเลือดแท้ๆ ถ้าเจาะลึกในเรื่องของชาติพันธุ์จริงๆ แล้ว ก็จะพบว่าชาวอาหรับนั้น มีเชื้อสายเดียวกับชาวยิว อีกทั้งยังมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์อย่างได้เห็นชัดเจน จากประชากรมุสลิมส่วนใหญ่เสียด้วย และจากการย้อนความกำเนิด ก็พบว่า ท่านศาสดานะมีมูฮัมหมัด ศาสดาแห่งศาสนาอิสลามเป็นชาวอาหรับ สำหรับภาษาที่ใช้เขียนในคัมภีร์อัลกุรอาน แน่นอนว่าก็เป็นภาษาอาหรับ และในอดีตย้อนไปในสมัยโบราณอาหรับเป็นอาณาเขตที่เจริญรุ่งเรืองมาก อัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญาทั้งหลาย จากหลายอาณาจักรรวมกัน ก่อเกิดกลายเป็นศิลปะวิทยาการที่มีความรุ่งเรืองแบบสุดๆ ในสมัยยุคกลาง

ชาวอาหรับไม่ใช่ตัวแทนอิสลาม

ชาวอาหรับในหลายประเทศ ถูกปกครองโดยเผด็จการที่ยึดครองอำนาจจากการอ้างอิงถึงศาสนา  จากการบัญญัติของความเชื่อทางด้านพระเจ้าต่างๆ แต่ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเพื่อที่จะพบผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเท่านั้นเอง นอกจากนี้ในสังคมอาหรับแท้ ที่ก็ยังมีประเพณีที่สืบทอดมาจากขนบธรรมเนียมแบบชนเผ่าสมัยโบราณนั่นก็คือ สังคมที่ชายเป็นใหญ่ซึ่งความเชื่อตรงนี้ ก็ขัดกับศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นถ้าอ้างอิงตามข่าวหรือเหตุการณ์ต่างๆคุณก็จะทราบว่าทำไม ชาวอาหรับถึงปฏิบัติต่อผู้หญิงราวกับทาสในเรือนเบี้ย รวมทั้งพยายามปิดขัดขวางโอกาสในการที่พวกเธอจะมีชีวิตที่ดีมีชีวิตที่ทัดเทียมกับเพศชายต่างๆ และชาวอาหรับบางประเทศก็ออกกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ เขาก็ไม่ใช่ตัวแทนของชาวมุสลิมเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่า 2 ชาตินี้คนจะยึดติดมองเห็นว่าเป็นภาพลักษณ์เดียวกัน แต่เนื้อแท้เมื่อลองเจาะลึกข้อมูลลงไปแล้วก็จะพบว่า มีความแตกต่างกันในหลายด้านมากเลยทีเดียว

]]>
เรื่องจริงของชีวิต ภรรยาชาวอาหรับ ไม่เหมือนที่อื่น https://www.arab-ency.com/%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/ Wed, 04 Mar 2020 07:16:00 +0000 https://www.arab-ency.com/?p=14 news-Arab-wife-site

สำหรับชีวิตของชาวอาหรับจริงๆ ถ้าคนภายนอกอย่างประเทศเรามองเข้าไปหลายคนอาจจะมองว่าวิถีชีวิตของพวกเขาช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน รวมไปถึงการครองเรือนของคนในประเทศแถบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เนื่องจากพวกเขาจะเน้นในเรื่องของประเพณี ความเหมาะสม มากกว่าความรู้สึกนั่นเอง ถ้าเรามองเข้าไปหลายๆ อย่างค่อนข้างที่จะใจร้าย แต่ในมุมมองของพวกเขานั้นทุกอย่างคือความเหมาะสม สำหรับหัวข้อที่เราจะหยิบมาพูดนั่นก็คือภรรยาของชาวอาหรับ รับรองเลยว่าพวกเขาไม่เหมือนที่อื่นอย่างแน่นอน

การคลุมถุงชน

  • แน่นอนว่าในประเทศแถบอาหรับนี้ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศกว่าครึ่งพ่อแม่จะเป็นคนจัดหามาให้ทั้งนั้น ถ้าพ่อแม่กำหนดว่าต้องแต่งเมื่อไหร่ ต่อให้ไม่ได้รักก็จำเป็นต้องแต่ง จริงๆแล้วตามกฎหมายฝ่ายหญิงสามารถปฏิเสธได้นะ แต่เราก็มักที่จะเห็นอยู่แล้วในข่าวปัจจุบันว่าต่อให้ไม่รักอย่างไร ปฎิเสธไปก็เท่านั้น ยิ่งในครอบครัวคนจนยิ่งแล้วใหญ่ฝ่ายหญิงยากจะปฎิเสธ เพราะพ่อแม่ต้องการเงินฝ่ายหญิงก็ต้องยอม
  • สำหรับการจดทะเบียนสมรสนั้นเรื่องของการลงนาม ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเลยทีเดียวเพราะถูกระบุไว้ในข้อกฎหมายภายในประเทศด้วย
  • ผู้หญิงของประเทศต่างๆ ในแถบอาหรับห้ามแต่งงานกับผู้ชายนอกศาสนาเด็ดขาด เพราะกฎหมายระบุเอาไว้เลยล่ะว่าพวกเธอต้องโดนเนรเทศออกไป แต่สำหรับฝ่ายชายพวกเขาสามารถทำได้ ไม่ว่าฝ่ายหญิงจะมีศาสนาใดก็ตาม โดยเมื่อเกิดการเลิกลากันไปแล้วมีลูก กฎหมายก็บังคับให้ลูกอยู่กับพ่อ

Arab-wife-news-site

การเข้าพิธีแต่งงาน

  • งานฉลองการแต่งงานของคู่รักที่แต่งงานกันจะถูกจัดแยกต่างหาก
  • ความแตกต่างสำหรับงานเลี้ยงผู้ชายกับผู้หญิงก็คือ สำหรับฝ่ายชายนั้นก็ดำเนินง่ายๆ ด้วยการพูดคุยกัน ดื่มเครื่องดื่มที่ไร้แอลกอฮอล์ รับประทานอาหารร่วมกัน แต่ถ้าเป็นงานเลี้ยงสำหรับฝ่ายหญิง สามารถจัดในงานที่ใหญ่ได้ เช่นศาลากลางของจังหวัดเลยล่ะ
  • ในช่วงงานแต่งงานฝ่ายหญิงจะมีโอกาสได้ใส่เครื่องประดับสวยๆ ทั้งเพรช พลอย ทองคำ แต่ในช่วงเวลาทั่วไปฝ่ายหญิงไม่สามารถทำได้ต้องปิดหน้าให้มิดชิดด้วยผ้าคลุมฮิญาบนั่นเอง
  • สำหรับชาวอาหรับแล้วล่ะก็ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือว่าไม่เป็นข้อห้ามเด็ดขาด ไม่เหมือนกับของคนไทยที่หลังงานแต่งงานเจ้าบ่าว เจ้าสาวจะลุกขึ้นเต้น เมาไปด้วยกัน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและศาสนานั่นเอง

มีภรรยาได้ถึง 4 คน

  • สำหรับตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าสามารถทำได้ แต่ก่อนจะทำนั้นฝ่ายชายต้องมั่นใจก่อนว่าสามารถเลี้ยงดูภรรยาทั้ง 4 คน ได้ด้วยความเสมอภาค ไม่ว่าจะเรื่องของเงินทอง สิ่งของ ความรัก ทุกคนต้องได้เท่าเทียมกัน โดยทั่วไปแล้วถึงตามกฎหมายทำได้ก็จริงแต่ก็มีแต่คนรวยๆ เท่านั้น เพราะคนปกติทั่วไปคงจะให้ความสุขภรรยาทั้ง 4 คนไม่ได้แน่นอน
  • สิ่งที่ต้องพึงคิดเสมอของคนอาหรับนั่นก็คือไม่ว่าคุณจะมีงานแต่งงานครั้งที่ 2,3,4 ตามมา แต่งานแต่งงานที่น่าจดจำที่สุดก็คืองานแต่งงานครั้งแรก เป็นงานที่มีความสุขที่สุด
  • ถ้ามีภรรยาเพิ่มนั้น ฝ่ายชายต้องหาบ้านหรือที่อยู่ให้ภรรยาทุกคนอยู่ส่วนตัว ห้ามให้อยู่ร่วมกันเด็ดจาด นี่ถือว่าเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายชายต้องทำ และต้องพาภรรยาใหม่มาแนะนำให้ภรรยาเก่าได้รู้จักเสมอ อีกทั้งฝ่ายชายก็ต้องถามถึงความสมัครใจของภรรยาคนแรกด้วย
  • ภรรยาของชาวอาหรับ ต้องแจ้งสามีและขออนุญาตสามีเสมอเมื่อต้องการจะไปที่ไหน ถ้าสามีไม่ให้ไปถือว่าเป็นสิทธิ์ขาด ห้ามหนีไปเด็ดขาดถ้ามีการหนีไปแล้วฝ่ายชายแจ้งความจะมีการโดนลงโทษเกิดขึ้น
]]>
วัฒนธรรม-ชีวิตความเป็นอยู่ชาวอาหรับก่อนอิสลาม https://www.arab-ency.com/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a1/ Tue, 03 Mar 2020 07:16:00 +0000 https://www.arab-ency.com/?p=13 news-Culture-Life-in-the-Arabs-before-Islam-site

ทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดีเสมอ คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีเลือดมีเนื้อ มีทางเดินชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แน่นอนว่าสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก็แตกต่างเช่นกัน ศาสนาบนโลกใบนี้มีเป็นหมื่น เป็นล้านศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาคริสต์สุดท้ายก็ต้องประพฤติตัวเป็นคนดีเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมให้ได้อยู่แล้ว และในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของชาวอาหรับและศาสนาอิสลาม ว่าในสมัยก่อนนั้น ก่อนที่จะมีศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการ ชาวอาหรับมีวัฒนธรรม มีการใช้ชีวิตกันแบบไหน

ยุคญาฮิรียะฮ์ (ยุคก่อนประกาศศาสนาอิสลาม)

ในยุคสมัยนั้นเป็นยุคป่าเถื่อน บ้านป่าเมืองเถื่อนเป็นอย่างมาก ผู้คนไม่รู้ผิดชอบชั่วดีแต่อย่างใด ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำ โดนมีการสรุปออกมาสั้นๆ ถึงยุคญาฮิรียะฮ์ได้ดังต่อไปนี้

  1. คนอาหรับในยุคสมัยนั้นไม่มีศาสดา ไม่มีคำภีร์คอยให้การแนะนำในการดำเนินชีวิต
  2. ไม่มีวัฒนธรรมหรืออารยธรรมใดๆ ทั้งสิ้นสำหรับคนในยุคสมัยนั้น
  3. สังคมในยุคนั้นไม่รู้ถึงผิดชอบชั่วดีแต่อย่างใด ทุกคนต่างทำเพื่อตัวเองด้วยกันทั้งสิ้นไร้จริยธรรมแบบเห็นได้ชัดเจน
  4. ไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนังสือ เรียกได้ว่าสังคมในยุคนั้นผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือเลยด้วยซ้ำ
  5. ชาวอาหรับในยุคญาฮิรียะฮ์ (ยุคก่อนประกาศศาสนาอิสลาม) นั้นจะมีการนับถือศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนายิว หรือคริสต์เป็นต้น และที่มีให้เห็นกันมากก็จะเป็น ศาสนาบูชาเจว็ดนั่นเอง

news-site-Culture-Life-in-the-Arabs-before-Islam

การเรียนรู้ศึกษาของชาวอาหรับในยุคสมัยนั้นคือ

ชาวอาหรับจะไม่มีอารยธรรมอย่างที่กล่าวไป มีความป่าเถื่อนเป็นทุนเดิม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความรู้ด้านการค้าอยู่บ้าง แต่ก็มีเพียงเล็กน้อยแทบนับจำนวนคนได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วจะไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มีเพียงแค่ 7 คนเท่านั้น เรียกว่า  หุซายน แต่ก็เป็นความรู้ในด้านของการเป็นกวีที่ใช้ความรู้จากการบอกเล่าปากต่อปากไม่ได้มีรายละเอียดมากนัก พูดง่ายๆ เลยคือความรู้ทางด้านการวิเคราะห์หรือวิจัยจากเหตุการณ์จริงเฉกเช่นเดียวกับในยุคที่เป็นศาสนาอิสลาม บวกกับการที่ไม่รู้หนังสือก็จะใช้เป็นเทคนิคของการท่องและจดจำ ถ้าใครไม่ท่องจำสิ่งที่เขาได้รับมาก็จะเลือนหายไปจนหมดสิ้น และสิ่งเดียวที่เขาเรียนรู้ก็คือการค้า ส่วนรายละเอียดของการศึกษาจะไม่มีโรงเรียนในยุคสมัยนั้นเรียกว่ากุตตาบ แต่ก็มีผู้มาศึกษาน้อยอยู่ดี

ความจริงหนึ่งเดียวของคนอาหรับในยุคสมัยนั้นก่อนที่จะมีการประกาศศาสนาอิสลามขึ้นมาโดย ศาสดามูฮัมหมัดก็คือ ชาวอาหรับไม่สนใจที่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาด้วยซ้ำ แต่เมื่อศาสนาอิสลามเริ่มก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ คนอาหรับรุ่นหลังก็จะให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ต่างๆ มากขึ้น จนพระองค์อัลลอฮ์ท่านได้เล็งเห็นในส่วนนี้จึงมีการประทานวัหยูที่เป็นอายะฮ ลงมาให้ความรู้กับเหล่าคนในยุคนั้นที่นับถือศาสนาอิสลาม ให้หัดอ่าน หัดเขียน ท่องจำตำราหนังสือต่างๆ มากมาย และมีนิสัยรักการอ่านจนเป็นนิสัยเรียกได้ว่าชาวอาหรับเริ่มเป็นผู้เป็นคนขึ้นในสมัยนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะมีศาสนาอิสลามนี่ล่ะ ดังนั้นจึงทำให้ยุคต่อมาศาสนาอิสลามจึงถึงยุครุ่งเรือง มีความรู้และไปพัฒนาประเทศของตัวเอง พัฒนาจนมีการค้ารุ่งเรือง มีอารยธรรมเป็นของตัวเอง ผู้คนมีจริยธรรมมากขึ้น เห็นอกเห็นใจต่อกันนั่นเองล่ะ ดังนั้นด้วยสิ่งนี้เองผู้คนจึงนับถือพระองค์อัลลอฮ์เป็นอย่างมากเลยทีเดียว และรักเคารพในคำสั่งสอนของศาสนาอิสลามมากอย่างในปัจจุบันที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกันนั่นล่ะ

]]>
ประวัติความมาของอาหรับ https://www.arab-ency.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/ Mon, 02 Mar 2020 07:27:11 +0000 https://www.arab-ency.com/?p=15 news-site-History-of-Arab

หลายคนคงจะรู้จักชาวอาหรับกันอยู่แล้ว ถ้ามีคนมาถามก็คงจะบอกว่าก็พวกแขกไง ที่มีน้ำมันในประเทศเยอะๆ  ภาพของคนไทยเราที่มองอาหรับก็จะเป็นประมาณนี้ แต่ถ้าถามต่อไปอีกว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน ชาวอาหรับมีประวัติความเป็นมาอย่างไรคงไม่สามารถที่จะรู้ได้ ดังนั้นเราจึงจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับชาวอาหรับให้มากขึ้นว่าเขาพวกนั้นเป็นใครกันแน่

 อาหรับเป็นใคร มาจากไหน

เราจะขอย้อนกลับไปสมัยเริ่มต้นโลกโบราณพื้นที่ในแถบตะวันตก โดยพื้นที่บริเวณนั้นถือกำเนิดโดยกลุ่มพื้นที่ของแม่น้ำสองฝั่งข้างทาง สองสายใหญ่นั่นก็คือไทกริสและยูเฟติสมีชื่อเรียกกันว่าเมโสโเตเมียอย่างที่เราคุ้นกันดี โดยพื้นที่ตรงนั้นก็จะมีแม่น้ำอีกสายที่เรียกกันว่าแม่น้ำไนล์ ในพื้นที่ตรงนี้เองจึงทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม การทำการค้า รวมไปถึงในเรื่องของสงครามและศาสนาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยมีอาณาจักรใหญ่เกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นโรมัน สุเมเรีย กรีกหรือเปอร์เซียที่เราคุ้นหูกันดี โดยวัฒนธรรม อารยธรรมของชนเผ่าอาณาจักรเหล่านี้ได้ส่งต่อการสืบทอดไปยังชนเผ่าเร่ร่อนในแถบสลัมโดยมีชื่อเรียกว่า อาระเบีย และนี่ก็คืออาหรับนั่นเอง ในสมัยนั้นเราจะเรียกคนอาหรับว่าเซไมต์หรือคนเร่ร่อนที่มีความล้าหลัง อาชีพหลักๆคือการทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ในยุคนั้นพวกเซไมต์จะโดนแบ่งแยกค่อนข้างมากเพราะพื้นที่อยู่อาศัยเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยภูเขาและทะเลทราย ความเจริญจึงล้าหลังกว่าในแถบอื่นๆ

news-History-of-Arab-site

ศาสนาและภาษาของคนอาหรับ

ความเป็นอยู่ของชาวอาหรับในยุคนั้นเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ขาดอารยธรรม จริยธรรม ผู้คนไม่มีความรู้ ความสามารถเท่าใดนัก จนเริ่มมีการก่อตั้งศาสนาอิสลามขึ้นมาทำให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวมางจิตใจได้เป็นอย่างดี ผู้คนเริ่มมีความรู้กันมากขึ้น เริ่มมีการใช้ชีวิตแบบมีอารยธรรม มีจริยธรรมแสดงออกได้ถึงความเห็นอกเห็นใจ ภาษาอาหรับก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ทำให้ชนเผ่าเซไมต์รวมตัวกันแบบน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นภาษาทางการที่ใช้ควบคู่กันไปกับศาสนาอิสลามด้วยนั่นเอง จากที่พวกเขากระจัดกระจายกันอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ก็ได้เริ่มรวมตัวกันทำการค้า เกษตรกรรม ปศุสัตว์ ไปจนถึงเริ่มมีหนังสือเป็นของตัวเอง มีการศึกษาเข้ามาสอนพวกเด็กๆ และคนในประเทศให้มีความรู้กันมากขึ้น จนทำให้เป็นศูนย์กลางความเจริญที่มีอำนาจเป็นอย่างมากสำหรับชาวอาหรับ และแน่นอนเมื่อความเจริญเข้ามาระบบการเมืองก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนเกิดสงครามขึ้นในช่วงเวลาต่อมา จนในที่สุดก็มีศูนย์กลางทางทางด้านการเมืองขึ้นในพื้นที่ของแบกแดรและสเปน เราเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่าคอร์โดบา

อาหรับ คืออะไร

เมื่อศูนย์กลางของศาสนาถูกก่อตั้งขึ้นมาแล้วจากอาหรับ จากนั้นก็ได้มีการผสมผสานร่วมด้วยกันกับอาณาจักรที่มีความเจริญทางด้านปัญญาความรู้ จากเชื้อชาติโรมัน เปอร์เซียรวมไปจนถึงไบซัน ทำให้มีความเจริญ วิทยาการต่างๆสูงที่สุดกำเนิดขึ้นมาในยุคโลกกลาง ในภายหลังนั้นความเจริญก็ได้ถูกส่งต่อไปถึงชาวสเปนและอิตาลี จนถือกำเนิดเชื้อชาติแขก ขึ้นมาเพราะได้ทับซ้อนกันระหว่างอารยธรรมและเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็น อาหรับ-เปอร์เซีย มัวร์ มุสลิม-อิสลาม ในสายตาของชาวโลกรวมถึงคนสยามแบบเราๆ ในยุคนั้นที่มองเข้าไปก็มีทั้งดีและไม่ดีมีทั้งอคติและเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก แต่สำหรับยุคนี้แล้วชาวอาหรับแรกแขกนั้นความเจริญถึงขั้นสูงจริงๆ มีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจนร่ำรวยเป็นประเทศมหาอำนาจในปัจจุบันนี้เช่น กาต้า ซาอุดิอาระเบียเป็นต้น

]]>